บ้านหลังแรกของการเงิน ไม่ใช่ "บัญชี" แต่คือ "ร่างกาย"



บ้านหลังแรกของการเงิน ไม่ใช่ "บัญชี" แต่คือ "ร่างกาย"

#MoneyRelax #MoneyRelaxSeries บ้านหลังแรกของการเงิน ไม่ใช่ "บัญชี" แต่คือ "ร่างกาย"

         วันนี้ผมไม่ได้จะมาชวนคุยเรื่องการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินที่น่าปวดหัว แต่อยากจะชวนทุกคนมาสำรวจ "บ้าน" หลังที่สำคัญที่สุดที่เราใช้บริหารจัดการเงิน ซึ่งไม่ใช่ธนาคารหรือแอปพลิเคชันลงทุน แต่คือ "ร่างกาย" ของเราครับ

         ผมมีโอกาสได้ทบทวนประเด็นที่น่าสนใจจากหนังสือระดับโลกที่ชื่อว่า The Body Keeps the Score เขียนโดย ดร.Bessel van der Kolk ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด แม้หนังสือเล่มนี้จะพูดเรื่องบาดแผลทางใจ (Trauma) เป็นหลัก แต่มีหลายประเด็นที่สะท้อนภาพ "ความทุกข์ทางการเงิน" ของพนักงานออฟฟิศและคนทำมาหากินในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ผมจึงสรุปประเด็นที่น่าสนใจมาฝากในมุมของการจัดการการเงินดังนี้ครับ

1. ความเครียดทางการเงินอาจไม่ได้อยู่ในตัวเลขบัญชี เพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ใน "กล้ามเนื้อ" และ "ลำไส้" ของเรา ดร.Bessel บอกเราว่า "ร่างกายคือมาตรวัดคะแนนความเครียดที่ซื่อตรงที่สุด" หลายครั้งที่เราพยายามบอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวหนี้ก็หมด" แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อตามนั้นครับ เมื่อเรามีความเครียดเรื่องเงินเรื้อรัง สมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อตึงตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ "การสู้หรือหนี" (Fight-or-Flight)  ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ อาการปวดหลังเรื้อรัง ไมเกรน หรือปัญหาทางเดินอาหารที่หาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งในงานวิจัยระบุว่าพนักงานที่เครียดเรื่องเงินมักมีอาการเจ็บป่วยเหล่านี้มากกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า นี่คือหลักฐานว่า ร่างกายกำลัง "แบกภาระหนี้" แทนอยู่ครับ

2. เมื่อ "เครื่องตรวจจับเหตุการณ์ฉุกเฉิน" ในสมองมีปัญหา การตัดสินใจเรื่องเงินก็ผิดพลาด ในหนังสืออธิบายว่า ในสมองเรามี อมิกดาลา (Amygdala) ทำหน้าที่เป็น "เครื่องตรวจจับเหตุการณ์ฉุกเฉิน" คอยเตือนภัย และมี สมองส่วนหน้า (MPFC) เป็น "หอคอยเฝ้าระวัง" ที่คอยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา 

เมื่อเราเผชิญความเครียดทางการเงินที่หนักหน่วง เครื่องตรวจจับฯ จะทำงานผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนตลอดเวลา จนไปปิดการทำงานของสมองส่วนเหตุผล สภาวะนี้เองที่ทำให้เรา "เอาตัวไม่รอดจากความกังวล" จนนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาด เช่น การช้อปปิ้งเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ เพียงเพื่ออยากให้ความรู้สึก "อึดอัด" หรือ "ไม่สบายใจ" หายไปชั่วคราว แต่สุดท้ายมันกลับสร้างหนี้ก้อนใหม่มาฉีดคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ให้ร่างกายหนักกว่าเดิม

3. ประเด็นที่น่าตกใจคือ บางคนเลือกใช้กลยุทธ์ "การปฏิเสธความจริง" เช่น ไม่กล้าเปิดเอกสารใบแจ้งหนี้ หรือไม่ยอมดูตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการเงินของตัวเอง แม้ใจจะพยายามหลอกตัวเองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ ดร.Bessel ยืนยันว่า "สัญญาณเตือนในร่างกายไม่ได้หยุดทำงาน" ฮอร์โมนความเครียดยังคงหลั่งออกมาอยู่เบื้องหลังเงียบๆ และมันจะกัดกินระบบภูมิคุ้มกันและการพักผ่อนของเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถูกแสดงออกมาในรูปแบบของอาการป่วยทางกายในที่สุด

4. ทางออกคือการกู้คืน "อำนาจในการควบคุมชีวิต" ดร.Bessel เน้นย้ำว่า กุญแจสำคัญของการเยียวยาคือการมีความรู้สึกว่าเรามีอำนาจจัดการชีวิตตนเองได้ ในโลกของการเงิน นี่คือเหตุผลว่าทำไมการ "รู้ตัวเลขที่แท้จริง" ถึงสำคัญกว่าการ "มีเงินเยอะ" ครับ  การกลับมาสังเกตร่างกายตัวเองเมื่อเห็นข้อมูลตัวเลขที่ทำให้ไม่สบายใจ เช่น หายใจลึกๆ เพื่อบอกสมองว่าเรายังปลอดภัยดีอยู่ และการนำความวุ่นวายออกมาวางบนกระดาษเพื่อให้สมองส่วนเหตุผลกลับมาทำงาน คือการช่วยให้ร่างกายหยุดสภาวะตื่นตระหนก เมื่อร่างกายรู้สึกปลอดภัย สมองของเราถึงจะมีพื้นที่เหลือพอไปคิดวิธีปลดหนี้หรือวางแผนสร้างตัวครับ

         การจัดการการเงินแบบผ่อนคลาย (Money Relax) ไม่ใช่แค่การมีเงินในบัญชีให้มากที่สุด เพราะเราอาจจะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่มันคือการ "คืนความสงบให้ร่างกาย" ครับ  อย่าปล่อยให้ความเครียดเรื่องเงินมาขโมยสุขภาพของคุณไป เพราะเงินจำนวนมากแค่ไหนก็อาจจะไม่คุ้มค่า ถ้าต้องแลกด้วยร่างกายที่พังยับเยินจากการแบกคะแนนความทุกข์ไว้อย่างต่อเนื่องครับ

เริ่มคืนความสุขให้ร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณมีพลังไปจัดการเงินในวันพรุ่งนี้นะครับ!


ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะแสดงความคิดเห็นได้
เข้าสู่ระบบ
LINE chat