ผิดพลาดเรื่องเงินเพราะ ไม่รู้ หรือ รู้แต่ไม่ได้ใช้?

#MoneyRelax #MoneyRelaxSeries - ผิดพลาดเรื่องเงินเพราะไม่รู้ หรือ รู้แต่ไม่ได้ใช้?
ผมเจอคำถามนี้บ่อยมาก โดยเฉพาะจากคนที่ทำงานจริงจังเพื่อสร้างฐานะให้กับตนเองและครอบครัว
“ผมก็พยายามแล้วนะ ทำไมยังตัดสินใจเรื่องเงินพลาดซ้ำๆ”
“ทำไมพอเครียดเรื่องเงินทีไร ยิ่งคิดยิ่งสับสน”
“รู้อยู่แล้วว่าไม่ควรซื้อ ไม่ควรลงทุน ไม่ควรเป็นหนี้เพิ่ม…แต่สุดท้ายก็ทำ”
ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ ผมอยากให้ลองมองเรื่องเงินผ่านเลนส์ของหนังสือระดับโลก Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman (นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์) ซึ่งอธิบายกลไกการตัดสินใจของมนุษย์ได้ลึกซึ้งมากครับ
ประเด็นหลักของหนังสือไม่ได้พูดเรื่องการเงินโดยตรง แต่ช่วยให้เราเข้าใจ “สาเหตุเบื้องหลัง” ว่าทำไมมนุษย์ส่วนใหญ่ตัดสินใจพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะเวลามีความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้อง
Kahneman แบ่งการคิดของมนุษย์ออกเป็น 2 ระบบแบบเข้าใจง่ายครับ
System 1: โหมดคิดเร็ว อัตโนมัติ ใช้ความพยายามน้อย ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกและสัญชาตญาณ
System 2: โหมดคิดช้า ใช้พลังสมองมาก มีหน้าที่คิดเป็นเหตุผล คำนวณ วางแผน และควบคุมตัวเอง
เวลาชีวิตปกติ เราจะสลับใช้สองระบบนี้ได้พอสมควร แต่เวลา “เครียด” โดยเฉพาะเครียดเรื่องเงิน สิ่งที่มักเกิดคือ System 2 อ่อนล้า แล้วเราถูก System 1 พาไปตัดสินใจเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว นี่คือจุดเริ่มของความผิดพลาดหลายอย่างครับ
ในหนังสือมีคำหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “Lazy Controller” หรือ “ผู้ควบคุมความขี้เกียจ” ซึ่งหมายถึง System 2 ที่ควรคุมการตัดสินใจ แต่บ่อยครั้งที่มีพลังงานไม่พอ System 2 จึงยอมปล่อยผ่านไป
ลองนึกภาพชีวิตจริงครับ ถ้าเราทำงานหนัก ประชุมทั้งวัน แก้ปัญหาทั้งวัน กลับบ้านยังต้องจัดการเรื่องครอบครัว พอค่ำ ๆ มาเจอเรื่องเงิน เช่น ต้องเลือกกองทุน ต้องตัดสินใจเลือกซื้อของราคาแพง ต้องคุยเรื่องหนี้ สมองเราไม่ได้ว่างครับ มันใช้พลังไปเยอะแล้ว
ผลลัพธ์ก็คือ “ระบบคิดช้า” ที่ควรตรวจทานละเอียด ๆ กลับทำงานไม่เต็มที่ แล้วโหมดคิดเร็วก็ขึ้นมาควบคุมแทน
ความผิดพลาดทางการเงิน 3 แบบ ที่พบบ่อยจาก System 1
(1) เวลาคำถามการเงินยาก เช่น “ควรลงทุนในบริษัทนี้ไหม” System 1 มักแอบเปลี่ยนคำถามเป็นคำถามที่ตอบง่ายขึ้น อย่าง “ฉันชอบบริษัทนี้ไหม” หรือ “คนอื่นพูดถึงเยอะไหม” ทำให้ในชีวิตจริง เกิดพฤติกรรมแบบนี้
- ซื้อหุ้นเพราะชอบสินค้าและบริการของบริษัทนั้น
- ลงทุนเพราะเพื่อนพูดถึง
- ตัดสินใจซื้อของเพราะคิดว่าใครๆก็มี
การใช้ความรู้สึกอาจจะไม่เรื่องผิดสักทีเดียวนะครับ แต่ถ้าคำถามเป็นเรื่อง “ราคา/ความเสี่ยง/ความคุ้มค่า” แล้วเราไปตอบด้วย “ความชอบ” “ความรู้สึก” เราจะผิดพลาดได้ง่าย
(2) ตัวเลขแรกที่เราได้ยิน มักกลายเป็น กรอบความคิด โดยอัตโนมัติ เช่น ราคาเต็มของสินค้าที่ผู้ขายขึ้นไว้ก่อน แล้วมีโปรโมชั่นลดราคาภายหลัง เรายึดเอาตัวเลขที่เห็นครั้งแรกนั้นเป็นฐานการตัดสินใจ ต่อมาพบว่ามีการลดราคาจากราคาตั้งมาเยอะ ก็คิดว่า เป็นการซื้อที่คุ้มค่า ทั้งที่บางครั้งราคาที่ตั้งไว้ครั้งแรกอาจจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก
(3) Kahneman อธิบายว่า “ความเจ็บปวดจากการขาดทุน” มีผลต่อความรู้สึกของเราในเชิงลบมากกว่าการมีความสุขจากกำไรในจำนวนเท่ากันอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลคลาสสิกที่ทำให้เกิดพฤติกรรม เช่น ไม่ยอมตัดขาดทุน เพราะยอมรับความรู้สึกแย่นั้นไม่ได้ หรือการมีต้นทุนจมที่ลงทุนไปแล้วผิดพลาด แต่ก็ลงทุนเพิ่ม ทั้งที่ควรหยุด
แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อควบคุม System 1 ไม่ค่อยได้?
ข่าวดีคือ เราไม่จำเป็นต้องเป็น “คนคิดช้า” ตลอดเวลา และเราไม่ต้องพยายามชนะสมองตัวเองด้วยกำลังใจอย่างเดียว สิ่งที่ทำได้คือ “ออกแบบจังหวะ” ให้ System 2 กลับมาคุมเกมในเวลาสำคัญ และผมขอสรุปเป็น 4 วิธีแบบใช้งานจริงครับ 
วิธีที่ 1: รู้ทันว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรีบ”
ถ้าเรารีบ เครียด ง่วง หิว หรือเพิ่งเจอเรื่องหนักๆ ให้วิเคราะห์ได้ว่า System 2 เราอาจจะไม่พร้อม เพราะฉะนั้นจึงไม่เหมาะกับการตัดสินใจการเงินที่สำคัญ
วิธีที่ 2: ตั้งกฎเกณฑ์ “เว้นช่วงเวลาก่อนตัดสินใจ”
เป็นกติกาง่าย ๆ เช่น เรื่องลงทุน/ซื้อของแพง “รอ 24 ชั่วโมง” ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ หรือ ถ้าต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน “ขอเวลาตรวจสอบข้อมูลก่อน” กฎเกณฑ์นี้ไม่ได้ทำให้เราติดสินใจช้า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ System 2 ได้กลับมาอยู่ในการควบคุม
วิธีที่ 3: ตั้งชื่อ “กับดักความคิด” เพื่อเตือนใจ
ในหนังสือ พูดถึงเรื่องหนึ่งที่เรียบง่าย แต่มีประโยชน์มาก คือการมี “คำเรียก” ไว้จับความผิดพลาดในการตัดสินใจ เช่น anchoring, loss aversion, availability พอเรามีคำเรียก เราจะไม่ต้องเถียงกับความรู้สึกแบบลอย ๆ แต่เราจะ “วิเคราะห์” ได้ว่า ตอนนี้สมองกำลังติดกับดักอะไรอยู่ เราอาจจะพูดได้ว่า…
“เดี๋ยวนะ…นี่เรากำลัง ยึดติดกับข้อมูลแรก (anchoring) อยู่หรือเปล่า”
“นี่เรากำลัง กลัวขาดทุน (loss aversion) จนไม่ยอมปรับพอร์ตลงทุนหรือเปล่า”
“เราแค่ นึกถึงแต่เหตุการณ์ล่าสุด (availability) แล้วคิดว่ามันจะเกิดซ้ำแบบนี้เท่านั้นหรือเปล่า”
พอเรามีชื่อเรียก สมองจะเหมือนได้ถอยออกมาหนึ่งก้าวครับ เราจะเริ่มเลือกได้ว่าจะเดินต่อด้วยเหตุผล หรือจะปล่อยให้ความคิดอัตโนมัติพาเราไป
วิธีที่ 4: มองภาพรวม ไม่ตัดสินใจแบบมองในมุมเดียว
หนังสือเสนอแนวคิด Broad framing คือมองการตัดสินใจเป็น “ระบบ/ภาพรวม” มากกว่าตัดสินใจแบบ แยกเหตุการณ์ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้สำหรับการเงินได้ เช่น
- อย่าดูผลลัพธ์การลงทุนรายวันแล้วตัดสินใจทันที ลองพิจารณาข้อมูลในช่วงเวลาที่กว้างขึ้น
- ให้ดูเป็น “นโยบายภาพรวม” เช่น เรารับความผันผวนได้แค่ไหน ลงทุนเพื่ออะไร มีกรอบกำหนด การขาดทุน/กำไร ไว้อย่างไร
แถมอีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ ถ้าจะทำเรื่องใหญ่ เช่น ลงทุนธุรกิจ ซื้อบ้าน ซื้อทรัพย์สินใหญ่
หนังสือนำเสนอเทคนิค “เตรียมล้มเหลว” (premortem) คือให้สมมติว่า 1 ปีข้างหน้า ว่าเรื่องนี้ “ล้มเหลว” แล้วเราลองเขียนว่า “น่าจะผิดพลาดเพราะอะไร” วิธีนี้ช่วยดึง System 2 ให้มองความเสี่ยงที่เรามักมองข้ามครับ
ผมคิดว่า เราทุกคนไม่ได้ตัดสินใจพลาดเพราะเราไม่มีความรู้ หรือ ไม่เก่ง เสมอไปครับ หลายครั้งเราแค่ “ใช้สมองโหมดคิดเร็ว ใช้สัญชาตญาณ” ในเวลาที่ควรใช้ “สมองโหมดคิดอย่างเป็นระบบ”
ถ้าเราอยากให้สุขภาวะทางการเงินดีขึ้น เป้าหมายอาจจะไม่ใช่ทำให้ตัวเองเป็นคนคิดถูกต้องทุกครั้ง แต่เป้าหมายคือ “รู้จังหวะที่ต้องชะลอการตัดสินใจ” และสร้างระบบหรือกฎเกณฑ์ ที่ช่วยให้ System 2 กลับมาทำงานในเวลาที่จำเป็น เพราะสุดท้าย การเงินที่ดีมาจากการตัดสินใจสำคัญๆ ที่เราทำได้ดีขึ้นทีละนิดอย่างต่อเนื่องครับ
ความคิดเห็น (0)
ยังไม่มีความคิดเห็น